การค้นพบซากเมืองปอมเปอี

  หลังการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 79 ปอมเปอีก็ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านนานกว่า 2,000 ปี ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเมืองเนเปิลส์ เมืองท่าชายทะเลที่สวยงามแห่งหนึ่งของอิตาลี ขณะที่วิสุเวียสเคยระเบิดครั้งรุนแรงอีกครั้งในปี 1944 แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าการระเบิดเมื่อปี 79 ไม่มีใครรู้ว่าเมืองแห่งประวัติศาสตร์ถูกฝังถูกใต้พวกเขา

การค้นพบเมืองปอมเปอีนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยขุดค้นพบในปี 1534 ต่อมาในปี 1689 ขณะที่คนงานกำลังขุดคลองส่งน้ำอยู่นั้น พวกเขาได้พบกับซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมันรวมถึงพบเหรียญทองและเครื่องปั้นดินเผาซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนย้ายออกไป ในตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าได้พบกับซากเมืองปอมเปอีแล้ว ต่อมาใน ปี 1748 ตละกูลบูร์บองต์ผู้ปกครองเนเปิลส์ในขณะนั้น เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขุดค้นเมืองปอมเปอี การขุดค้นสามารถเผยเห็นถึงสิ่งก่อสร้างหลายหลังอย่างไรก็ตามการขุดค้นนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพยายามกอบโกยทรัพย์สมบัติทางด้านศิลปะ

ในปี 1861 ได้เริ่มมีการขุดค้นอย่างจริงจังและระมัดระวังมากขึ้นซึ่งนักโบราณคดีชื่อว่า จิอูเซปเปฟีออเรลลี นำทีมขุดและเขาได้จดรายละเอียดสิ่งของทุกอย่างที่ขุดค้น เขาพบกับศพของชาวเมืองในสภาพกลายเป็นหิน บางรายถูกในสภาพที่พุพังมากแล้ว เขาจึงทำการเทปูนปลาสเตอร์ลงไปเพื่อรักษาสภาพศพซึ่งเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นราว 2,000-3,000 คน ปัจจุบันซากเมืองปอมเปอีถูกเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและถูกจดเป็นมรดกโลกแล้ว

 

การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส

   วันที่ 24 สิงหาคม ปี ค.ศ. 79 ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสได้เริ่มขึ้น ก่อนหน้านี้มีการเตือนโดยการเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางบริเวณโดยรอบมาแล้ว ซึ่งการระเบิดนี้ทำให้หุบเขาวิสุเวียสเกิดการยุบตัวลง ฝุ่นควันและหินพิมมิซถูกพ่นออกมากระจายเต็มท้องฟ้า เถ้าถ่านและหินภูเขาไฟตกลงมาโดยรอบและตกใส่เมืองปอมเปอี อันที่จริงไม่ได้มีเพียงปอมเปอีที่ได้รับผลกระทบ แต่มีเมืองอีกแห่งนี้ที่อยู่อีกด้านของเชิงเขาชื่อว่า เฮอคิวเลเนียม ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน

การระเบิดของวิสุเวียสยังคงระเบิดและพ่นควันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้คนพยายามหนีออกจากเมืองปอมเปอีโดยใช้ถนนก็อาจจะต้องมาพบจุดจบแถวชานเมืองเนื่องจากเถ้าถ่านที่ตกลงมามากรวมถึง หินพิมมิซ และลูกไฟจากภูเขาไฟ และส่วนผู้ที่หนีทางเรือจะปลอดภัยกว่าเนื่องจากกระแสลมพัดเรือไปยังเซอร์เรนนุม ซึ่งอยู่ในเขตพ้นจากอันตราย เย็นวันเดียวกันปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านสูงกว่า 2 เมตร ผู้ที่หลบอยู่ภายในบ้านก็จะถูกขังอยู่ข้างในและเสียชีวิตจากการพังถล่มของเถ้าถ่าน มีการค้นพบซากศพที่ถูกฝังอยู่ในอาคาร

เช้าของวันที่ 25 สิงหาคม การระเบิดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่อพยพหนีโดยเรือนั้นรู้สึกถึงความปั่นป่วนของน้ำทะเลจนกระทั่งเกิดระเบิดอย่างรุนแรงอีกครั้งก่อให้เกิดคลื่นยักษ์พัดเข้าถล่มชายฝั่งรอบเมือง การระเบิดกินเวลาจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม เวลาบ่ายโมงการระเบิดอย่างรุนแรงฉีกหุบเขาแตกออกเกิดเฆมธุลีและเถ้าภูเขาไฟกว่าแสนตันถล่มลงมาปกคลุมเมืองปอมเปอีและเฮอคิวเลเนียมคาดว่าผู้คนเสียชีวิตในทันทีและเหตุการณ์สิ้นสุดลงในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 79

 

การพักผ่อนหย่อนใจของชาวปอมเปอี

  ในยามที่ชาวปอมเปอีต้องการพักผ่อนหย่อนใจภายหลังจากการทำงานที่เหนื่อยล้า พวกเขาก็มีกิจกรรมต่างๆหลากหลายให้เลือก การไปโรงอาบน้ำก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก โรงอาบน้ำสตาเบียนเป็นโรงอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ภายในประกอบด้วยบริเวณออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ รวมถึงห้องอาบน้ำร้อนและน้ำเย็น ห้องอาบน้ำร้อนและเย็นก็เปรียบเสมือนกับสถานอบไอน้ำและนวดสมัยใหม่ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซึ่งภายในโรงอาบน้ำจะแยกห้องชาย-หญิง ผู้อาบน้ำจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อคุ้นเคยกับความร้อนในห้องอบไอน้ำ จากนั้นจึงย้ายเข้าไปให้ห้องอบไอน้ำร้อนซึ่งพื้นจะร้อนมาก ดังนั้นผู้อายน้ำจึงต้องสวมรองเท้าไม้ พวดกเขาจะปล่อยให้เหงื่อยไหลไปตามร่างกายเท่าที่จะทนความร้อนได้

หลังจากอบไอน้ำแล้วก็จะมาอาบน้ำร้อนตามด้วยน้ำเย็นและต่อมาก็นวดด้วยน้ำมันและในขั้นตอนสุดท้ายก็จะใช้ใบมีดโค้งขูดเอาสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป ในปอมเปอีมีโรงละคร 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงขนาดใหญ่สามารถจุผู้ชมได้มากถึง 5,000 คน ซึ่งมีผ้าใบกันแดดสำหรับให้ร่มเงา บางครั้งก็มีการปะพรมน้ำหอมให้แก่ผู้ชมด้วย แต่น่าเสียดายที่บทละครเหล่านั้นหลงเหลือมาในปัจจุบันน้อยมากอาจเป็นเพราะไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สนามกีฬาของเมืองปอมเปอีบรรจุผู้ชมได้ถึง 20,000 คน ชาวปอมเปอีและชาวเมืองใกล้เคียงจะมาชมการต่อสู้ของแกลดิเอเตอร์ ซึ่งนักสู้เหล่านี้มักจะเป็นทาสและอาชญากรซึ่งนักสู้ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากการต่อสู้ครั้งแรกซึ่งหากใครสู้ชนะเขาก็อาจได้รับอิสระภาพและทรัพย์สินเงินทอง

ชีวิตครอบครัวของชาวปอมเปอี

  ชาวเมืองปอมเปอีส่วนใหญ่มักมีฐานะที่ร่ำรวยจากการขนส่งเนื้อปลาและไวน์องุ่น อันเนื่องมาจากประชากรของชาวปอมเปอีที่เพิ่มมากขึ้นบ้านเรือนหลายแห่งมีการขยายเขตบ้านออกไปหรือต่อเติมเพิ่มชั้นในภายหลัง ซึ่งมีแต่ครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยเท่านั้นที่จะทำได้และพวกเขาได้แบ่งห้องออกเป็นหลายห้องเพื่อที่จะให้ผู้คนในหลายอาชีพเข้ามาเช่าอยู่ได้ บางครั้งทั้งครอบครัวจะอาศัยอยู่ด้วยกันในห้องเดียว ส่วนห้องอื่นๆที่เปิดออกไปสู่ถนนจะให้เช่าเป็นร้านค้าต่างๆ และบางครั้งอาจเปลี่ยนบ้านทั้งหลังมาเป็นร้านซักรีด ร้านอบขนมหรือโรงงานทำน้ำหอม ในเมืองปอมเปอีทั้งผู้มั่งคั่งและผู้ยากจน มีชีวิตครอบครัวและการทำธุรกิจดำเนินร่วมกันไปอย่างใกล้ชิด

ในครอบครัวของชาวปอมเปอีผู้เป็นพ่อจะเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างภายในบ้านภายใต้กฎหมายของโรมัน ผู้หญิงไม่มีอิสระและเสรีมากนัก บรรดาครอบครัวที่ร่ำรวยจะมีข้าทาสบริวารคอยดูแลรับผิดชอบการงานภายในครัวเรือน บุตรชายของครอบครัวนั้นจึงมีโอกาสได้รับการศึกษาบ้าง แต่บุตรหญิงจะได้รับการอบรมเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการดูแลบ้านเท่านั้น ส่วนครอบครัวที่ยากจนนั้นจะไม่มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้บรรดาลูกหลานจะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุยังน้อย ชีวิตโรมันจึงอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยเท่านั้น

อุตสหากรรมหลักของชาวเมืองปอมเปอีคือ การผลิตเหล้าองุ่นและผ้าขนสัตว์ การผลิตผ้าขนสัตว์นั้นชาวปอมเปอีจะทอผ้าโดยใช้วิธีเคลือบผ้าที่ทอเสร็จแล้วด้วยน้ำยาเคมี จากนั้นก็นำมาแปลงแล้วขึ้งให้ตึงผ้าขนสัตว์ผ่านกรรมวิธีนี้แล้วจะนำมาใช้ตัดเป็นเสื้อผ้าของใช้สอยในครัวเรือน ชาวปอมเปอีจำนวนมากดำรงชีพด้วยการผลิตสิ่งที่หรูหราฟุ่มเฟือย

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปอมเปอี

   ตามประวัติศาสตร์ในช่วงที่ปอมเปอียังไม่ใช่เมืองของชาวโรมัน อาคารสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในปอมเปอีนั้นมีมาตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสต์กาล แต่การตั้งถิ่นฐานของชาวพื้นเมืองในยุคแรกนั้นยังเป็นที่รู้จักกันน้อยมาก และโรมยังไม่ได้เข้ามาปกครองจนกระทั่งเกือบ 500 ปีต่อมา ในตอนแรกชาวเมืองปอมเปอียังไม่ถูกนับรวมเป็นชาวพลเมืองโรมัน ซึ่งนั้นก็หมายความว่าชาวเมืองยังคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติมาจากโรม โดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมร่างกฎหมายเหล่านั้น จนกระทั่ง 80 ปีก่อนคริสตกาล ชาวเมืองปอมเปอีจึงได้รับการยอมรับให้เป็นชาวเมืองโรมัน

ในขณะเดียวกันได้มีการจัดตั้งนิคมขนาดใหญ่ของทหารโรมันที่ปลดประจำการแล้วขึ้นในเมืองปอมเปอี เหตุการณ์ทั้งสองนี้นำไปสู่ปอมเปอียุคใหม่ ความเจริญรุ่งเรืองของปอมเปอีเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างอันน่าประทับใจซึ่งตั้งอยู่รวมกันรอบโฟรัม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเจรจาทางธุรกิจและการประกอบพิธีทางศาสนา ณ ที่แห่งนี้จะอึกทึกวุ่นวายไปด้วยกิจกรรมตลอดทั้งวัน แผงลอยจะตั้งอยู่ตามริมทางอาคารที่ปิดไว้ ส่วนทางทิศใต้ของโฟรัมจะใช้เป็นที่ประชมสภา และทางทิศเหนือเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพเจ้าจูปีเตอร์ และวิหารอื่นๆ

ภายนอกโฟรัมเป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างสาธารณะ ประกอบด้วย สนามกีฬา โรงอาบน้ำ 3 หลัง โรงละคร อาคารแสดงดนตรี ซึ่งชาวปอมเปอีมีน้ำสะอาดที่ไหลมาจากสะพานส่งน้ำตลอดเวลา โดยมีการวางท่อส่งน้ำมาจากเนินเขาที่อยู่บริเวณใกล้เคียง น้ำจะไหลเข้ามาสู่น้ำพุสาธารณะตามถนนหนทางซึ่งทุกคนสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่น่าสนใจคือหลังคาเหนือห้องโถงที่เปิดช่องเปิดไว้เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาด้วย

เมืองปอมเปอี

  เมืองปอมเปอีเป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ทางตะวันตกริมชายฝั่งของประเทศอิตาลีปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นซากเมืองโบราณตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ในอดีตเมืองแห่งนี้มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและการขนส่งสินค้าที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น จนเมืองมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามริมชายฝั่ง เมืองปอมเปอีตั้งอยู่บริเวณตีนเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส ซึ่งเป็นภูเขาไฟแบบกรวยสลับชั้น

ปอมเปอีถูกฝังด้วยเถ้าถ่านภูเขาไฟความลึกถึง 6 เมตร จากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส ในปี ค.ศ. 79 ทำให้ชาวเมืองกว่า 2,000 คนเสียชีวิตในทันที เดิมทีเมืองปอมเปอีนั้นถือกำเนิดขึ้นโดยชาวออสกัน ในช่วง 700 ปีก่อน และได้ผนวกกับอาณาจักรโรมันในสมันนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่โรมันเรืองอำนาจด้านการเมืองและการทหาร ปอมเปอีถือว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญมากต่อกรุงโรม เนื่องจากชาวปอมเปอีส่วนใหญ่นั้นปลูกองุ่นและหมักเหล้ารัมและไวน์ รวมถึงมะกอกซึ่งงอกงามมากทางเชิงเขา ซึ่งผลผลิตที่ได้แล้วมาจากดินภูเขาไฟซึ่งอุดมสมบูรณ์มาก

เมืองปอมเปอีมีการค้าขายระหว่าง โรม ซึ่งโรมมีอาวุธและเสื้อผ้าที่ทำจากเนื้อผ้าชั้นดีรวมถึงแลกเปลี่ยนผลผลิตไวน์องุ่นทำให้ปอมเปอีมีประชากร 10,000 -20,000 คนซึ่งบางส่วนอพยพมาจากที่อื่นเพื่อมาทำการเพาะปลูก อีกทั้งปอมเปอียังเป็นเมืองท่าตากอากาศที่สวยงามแห่งหนึ่งในอิตาลี ซึ่งชาวโรมันที่ร่ำรวยมักเดินทางมาพักผ่อนที่เมืองปอมเปอีนี้ นอกจากนี้ปอมเปอียังมีสนามกีฬาในร่มขนาดใหญ่เพื่อสร้างความบันเทองให้ชาวเมืองในการชมการแข่งขันกีฬารวมถึงการต่อสู้ของแกลดิเอเตอร์ด้วย