อาณาจักรล้านนา

อาณาจักรล้านนา คือ ราชอาณาจักรของชาวไทยวนในอดีตที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ตลอดจนสิบสองปันนา เช่น เมืองเชียงรุ่ง มณฑลยูนนาน ภาคตะวันออกของพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก ฝั่งตะวันตกแม่นำสาละวิน มีเมืองนายเป็นเมืองเอก และ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยมีเมืองเชียงใหม่ เป็นราชธานี มีภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตนเอง ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรอังวะ จนสิ้นฐานะอาณาจักร กลายเป็นเมืองส่วนหนึ่งของอาณาจักรอังวะในราชวงศ์นยองยาน ไปในที่สุด   ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว การตรวจสอบคำว่า ล้านนา ได้อาศัยศัพท์ภาษาบาลี โดยพบว่าท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เขียนว่า ทสลกฺขเขตฺตนคร ทะสะลักขะเขตตะนะคอน/ แปลว่า เมืองสิบแสนนา เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร ศรีสตนาคนหุต หรือช้างร้อยหมื่นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้นหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาเขตบริเวณ ลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้าเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขาเช่นแม่นำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่น้ำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯโดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจดเมืองเชียงรุ่ง ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล  หรือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า ได้ระบุเมืองต่างๆ 57 หัวเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเมือง คือ กลุ่มเมืองขนาดใหญ่ มี 6 เมือง กลุ่มเมืองขนาดกลางมี 7 เมือง กลุ่มเมืองขนาดเล็กมี 44 เมือง เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงของ เมืองพร้าว เมืองเชียงดาว เมืองลี้ เมืองยวม เมืองสาด เมืองนาย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงคำ เมืองเชียงตอง เมืองน่าน เมืองเทิง เมืองยอง เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองไลค่า เมืองลอกจ๊อก เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง เมืองจำคา เมืองพุย เมืองสีซอ เมืองแหงหลวง เมืองหาง เมืองพง เมืองด้ง ฯลฯพญามังราย กษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยาง องค์ที่ 25 ในราชวงศ์ลวจังกราชปู่เจ้าลาวจก ได้เริ่มตีเมืองเล็กเมืองน้อย ตั้งแต่ลุ่มน้ำแม่กก น้ำแม่อิง และแม่น้ำปิงตอนบน รวบรวมเมืองต่างๆให้เป็นปึกแผ่น หลังจากพญามังรายรวบรวมอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับโยนกเชียงแสนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ขนามนามราชอาณาจักรแห่งใหม่นี้ว่า “อาณาจักรล้านนา” พระองค์มีดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่นี้ให้ใหญ่โตเพื่อให้สมกับเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งอาณาจักรล้านนาทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็ ได้อัญเชิญพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานสองพระองค์ได้แก่ พญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา และ พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในสมรภูมิบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งมหานทีแม่ระมิงค์ โดยตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” แต่ก่อนที่จะตั้งเมือง พระองค์ทรงได้สร้างราชธานีชั่วคราวขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งก็เรียกว่า เวียงกุมกามแต่เนื่องจากเวียงกุมกามประสบภัยธรรมชาติใหญ่หลวงเกิดน้ำท่วมเมืองจนกลายเป็นเมืองบาดาล ดังนั้นพระองค์จึงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ นครเชียงใหม่

เมืองหงสาวดี

หงสาวดีหรือชาวมอญจะเรียกชื่อว่าเมืองพะโค เดิมทีเป็นเมืองของชนชาติมอญที่ปกครองดินแดนตอนใต้ของแม่น้ำอิรวดี   หรือแม่น้ำพะโคอยู่ทางตะวันตกและมีแม่น้ำสะโตงอยู่ทางตะวันออกซึ่งแต่เดิมเป็นเมืองของชาวมอญมาก่อนในอดีตภายหลัง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เคยเสด็จเข้ามาทำพิธีเจาะพระกรรณที่ฐานพระธาตุมุเตาขณะที่ยังอยู่ในเขตของมอญอยู่ ก่อนที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะทำสงครามยึดครองหงสาวดีจากชาวมอญ ในปี พ.ศ. 2082 และสถาปนาเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ตองอู เดิมเมืองหงสาวดีเก่ายุคมอญอยู่บริเวณตะวันออกของพระธาตุมุเตา ต่อมาจึงย้ายและสร้างให้ใหญ่กว่าเดิมในยุคพม่า  หงสาวดีเจริญรุ่งเรืองสุดในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากพระองค์ให้ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ที่ชื่อ กัมโพชธานี ซึ่งนับเป็นพระราชวังใหญ่โตมีประตูทางเข้าออกถึง 10 ประตู สร้างโดยเกณฑ์ข้าทาสจากเมืองขึ้นต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเมืองเชียงใหม่และอยุธยารวมอยู่ด้วย จนถึงสมัยพระเจ้านันทบุเรงหลังศึกยุทธหัตถีแล้ว นัดจินหน่องได้ผูกมิตรกับเมืองยะไข่และอยุธยาเพื่อเข้าตีหงสาวดี แต่มหาเถรเสียมเพรียมได้ยุยงให้ตองอูไม่เข้ากับอยุธยา ดังนั้นเมื่อทัพตองอูมาถึงหงสาวดีก็ได้เข้าตีและล้อมเมืองเอาไว้ เมื่อทางหงสาวดีทราบข่าวว่าพระนเรศวรปราบทหารตามแนวชายแดนสำเร็จแล้วจึงเปิดประตูเมืองรับทัพตองอู พระเจ้านันทบุเรงมอบสิทธิ์ขาดในการบัญชาการทัพแก่นัดจินหน่องและเชิญพระเจ้านันทบุเรงไปประทับ ณ ตองอู เพื่อเตรียมรับทัพพระนเรศวร ตองอูได้กวาดต้อนพลเรือนและทรัพย์สินไปยังตองอู ทิ้งเมืองให้ยะไข่ปล้นและเผาเมือง ส่วนพระนเรศวรมาถึงหงสาวดีก็เหลือแต่เมืองที่ถูกเผาแล้ว พระนเรศวรจึงยกทัพไปตีตองอูต่อ หลังจากนั้น ศูนย์กลางอำนาจของพม่าได้ย้ายไปยังอังวะ, อมรปุระ และมัณฑะเลย์ตามลำดับ จนถึงวันที่พม่าเสียเอกราชให้แก่อังกฤษ

อาณาจักรหริภุญชัย

วันนี้มาพูดคุยกันต่อ ถึงเรื่องราวอาณาจักรทางภาคเหนือ ที่สมัยมัธยมต้น เคยได้เรียนได้เรียนมา เป็นอาณาจักรที่หลายคนต้องรู้จักอย่างแน่นอน และเป็นอาณาจักรที่มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก นั้นคือ อาณาจักรหริภุญชัย หรือ หริภุญไชย เป็นอาณาจักรมอญ ที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ตำนานจามเทวีวงศ์โบราณได้บันทึกไว้ว่า ฤๅษีวาสุเทพเป็นผู้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นในปี พ.ศ. 1310 แล้วทูลเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรละโว้ ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัย ในครั้งนั้นพระนางจามเทวีได้นำพระภิกษุ นักปราชญ์ และช่างศิลปะต่าง ๆ จากละโว้ขึ้นไปด้วยเป็นจำนวนมากราวหมื่นคน พระนางได้ทำนุบำรุงและก่อสร้างบ้านเมือง ทำให้เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) นั้นเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ต่อมาพระนางได้สร้างเขลางค์นคร (ลำปาง) ขึ้นอีกเมืองหนึ่งให้เป็นเมืองสำคัญ สมัยนั้นปรากฏมีการใช้ภาษามอญโบราณในศิลาจารึกของหริภุญชัย มีหนังสือหมานซูของจีนสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวถึงนครหริภุญชัยไว้ว่าเป็น “อาณาจักรของสมเด็จพระราชินีนาถ” (女王國 หนี่ว์ หวัง กว๋อ) ต่อมา พ.ศ. 1824 พญามังรายมหาราชผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา ได้ยกกองทัพเข้ายึดเอาเมืองหริภุญชัยจากพญายีบาได้ ต่อจากนั้นอาณาจักรหริภุญชัยจึงสิ้นสุดลงหลังจากรุ่งเรืองมา 618 ปี มีพระมหากษัตริย์ครองเมือง 49 พระองค์ ปัจจุบัน โบราณสถานสำคัญของอาณาจักรหริภุญชัยคือพระธาตุหริภุญไชย ที่จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นราชธานีในสมัยนั้น และยังมีเมืองโบราณเวียงมโน ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โบราณสถานที่เวียงเกาะ บ้านสองแคว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และเวียงท่ากาน ที่ตำบลบ้านกลาง ต.สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ บางหมู่บ้านของจังหวัดลำพูนนั้นพบว่า ยังมีคนพูดภาษามอญโบราณและอนุรักษ์วัฒนธรรมอาณาจักรมอญโบราณอยู่

อาณาจักรทวารวดี

มาพูดคุยกันต่อในเรื่องราวของอาณาจักรโบราณกันต่อเลยนะครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา วันนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของอาณาจักรหนึ่งที่ต้องบอกเลยว่าเป็นอาณาจักรที่มีความเรื่องราวของศิลปะที่งดงามที่ดีที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าเราจะพูดเรื่องราวของ อาณาจักรทวารวดี ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 1427 ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า โถโลโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทย(สยาม)ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ (อังกฤษ: Tchouanlopoti) หรือ เชอโฮโปติ (อังกฤษ: Chohopoti) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบราณ รวมทั้งศิลปะโบราณ วัตถุสถานและจารึกต่างๆในสมัยทวารวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และที่สำคัญได้พบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐานของการแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป เช่นภาคเหนือ : ที่จังหวัดลำพูน อำเภอสวรรคโลก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย จังหวัดเชียงใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบทุกจังหวัด ในแต่ละจังหวัดพบมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป บางจังหวัดพบว่ามีมากกว่า 7 แห่ง และมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆภาคตะวันออก : ที่จังหวัดปราจีนบุรี และ จังหวัดสระแก้ว ภาคใต้ : ที่จังหวัดปัตตานี ภาคกลาง : กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสำคัญต่างๆ เช่น แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา  ต้องบอกเลยว่าเป็นอาณาจักรที่คนรุ่นใหม่ควรศึกษาไว้ สำหรับวันนี้ขอขอบคุณที่ติดตามกันนะครับ สวัสดีครับ

อาณาจักรศรีวิชัย

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อของเรื่องราวของอาณาจักรกันต่อนะครับ วันนี้เราไปกันที่อาณาจักรที่อยู่ทางภาคใต้เป็นอาณาจักรที่สมัยมัธยมตอนต้นได้เรืยนรู้กันกับอาณาจักรที่ต้องบอกเลยว่ามีศิลปะวัฒนธรรมที่ล้ำค่ามากที่หนึ่งในประเทศไทย เป็นอาณาจักรที่เรื่องราวมากมายที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก นั้นคือ อาณาจักรศรีวิชัย หรืออาณาจักรศรีโพธิ์ เกิดในปี พ.ศ. 1202 ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ก่อตั้งโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ ในช่วงที่อาณาจักรฟูนันล่มสลาย เป็นอาณาจักรของชาติพันธุ์มลายูโบราณ มีอาณาเขตครอบคลุมมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย พื้นที่อาณาจักรแบ่งได้สามส่วน คือส่วนคาบสมุทรมลายู เกาะสุมาตรา และหมู่เกาะชวา โดยส่วนของชวาได้แยกตัวออกไปตั้งเป็นอาณาจักรมัชปาหิต ต่อมาเมื่ออาณาจักรศรีวิชัยอ่อนแอลง อาณาจักรมัชปาหิตได้ยกทัพเข้ามาตีศรีวิชัย ได้ดินแดนสุมาตราและบางส่วนของคาบสมุทรมลายูไป และทำให้ศรีวิชัยล่มสลายไปในที่สุด ส่วนพื้นที่คาบสมุทรที่เหลือ ต่อมาเชื้อพระวงศ์จากอาณาจักรเพชรบุรี ได้เสด็จมาฟื้นฟูและตั้งเป็นอาณาจักรนครศรีธรรมราช  ส่วนเรื่องราวของการสืบหาเรื่องราวของที่ตั้งของศุนย์กลางอาณาจักรนั้นต้องบอกเลยว่ามีการถกเถียงพูดคุยกัน มีหลากหลายประเด็นจนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำตอบและยังหาข้อยุติไม่ได้เลย แต่ก็ยังมีสองแนวคิดของการศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอย่างเช่น คูเมืองไชยา-สุราษฎร์ธานี และที่เมืองปาเล็มบัง (สุมาตรา) ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานเป็นจารึกชัดเจนว่า ปีพ.ศ. 1369 นี่เป็นหนึ่งเรื่องราวที่นำมาฝากในวันนี้นะครับ

อาณาจักรโคตรบูรณ์

วันนี้เรามาศึกษาเรื่องราวของอาณาจักรที่ต้องบอกเลยว่า เป็นอาณาจักรที่อยู่ทางภาคอีสานของไทยในอดีต กับ อาณาจักร โคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งอาณาจักรโบราณทางภาคอีสานของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15 ในระหว่างปีพุทธศักราช 1000 ถึง พุทธศักราช 1500 ที่มีตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำโขงครอบคลุมในพื้นที่ทางอีสานตอนบนตั้งแต่ อุดรธานี หนองคาย  นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ถึงอุบลราชธานี นับถือพุทธศาสนา อาณาจักรได้มีการสร้างพระเจดีย์สำคัญ คือ พระธาตุพนม มีเมืองหลวงคือ มรุกขนคร ซึ่งขึ้นใหม่ใต้เมืองท่าแขก บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ในเรื่องราวของตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงเรื่องของการสร้างโบราณสถานสำคัญทางพุทธศาสนานิกายเถรวาท คือ เจดีย์พระธาตุพนมที่เมืองนครพนม ในประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นเจดียสถานที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอายุกว่าพันปีมาแล้ว มหาชนเชื่อกันว่า ภายในเจดีย์มีการบรรจุพระบรมธาตุส่วนหน้าพระอุระของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่า “พระอุรังคธาตุ” ลวดลายและภาพที่สลักบนแผ่นอิฐ ประดับรอบพระธาตุเจดีย์ทั้ง 4 ด้าน เป็นลักษณะศิลปกรรมของตนเองโดยเฉพาะ เจดีย์พระธาตุพนมสร้างขึ้นโดยชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำโขง เป็นปูชนียสถานที่รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงและดินแดนต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาณาจักรโคตรบูร เสื่อมอำนาจลงเมื่อถูกอาณาจักรล้านช้างของลาวนำโดยเจ้าฟ้างุ้ม บุกโจมตีและเกิดโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นอีกหนึ่งอาณาจักรโบราณของไทยที่มีเรื่องราวที่ควรน่าศึกษาเป็นอย่างมาก และเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมในลุ่มแม่น้ำโขง ครับ

การค้นพบซากเมืองปอมเปอี

  หลังการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 79 ปอมเปอีก็ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านนานกว่า 2,000 ปี ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเมืองเนเปิลส์ เมืองท่าชายทะเลที่สวยงามแห่งหนึ่งของอิตาลี ขณะที่วิสุเวียสเคยระเบิดครั้งรุนแรงอีกครั้งในปี 1944 แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าการระเบิดเมื่อปี 79 ไม่มีใครรู้ว่าเมืองแห่งประวัติศาสตร์ถูกฝังถูกใต้พวกเขา

การค้นพบเมืองปอมเปอีนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยขุดค้นพบในปี 1534 ต่อมาในปี 1689 ขณะที่คนงานกำลังขุดคลองส่งน้ำอยู่นั้น พวกเขาได้พบกับซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมันรวมถึงพบเหรียญทองและเครื่องปั้นดินเผาซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนย้ายออกไป ในตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าได้พบกับซากเมืองปอมเปอีแล้ว ต่อมาใน ปี 1748 ตละกูลบูร์บองต์ผู้ปกครองเนเปิลส์ในขณะนั้น เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขุดค้นเมืองปอมเปอี การขุดค้นสามารถเผยเห็นถึงสิ่งก่อสร้างหลายหลังอย่างไรก็ตามการขุดค้นนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพยายามกอบโกยทรัพย์สมบัติทางด้านศิลปะ

ในปี 1861 ได้เริ่มมีการขุดค้นอย่างจริงจังและระมัดระวังมากขึ้นซึ่งนักโบราณคดีชื่อว่า จิอูเซปเปฟีออเรลลี นำทีมขุดและเขาได้จดรายละเอียดสิ่งของทุกอย่างที่ขุดค้น เขาพบกับศพของชาวเมืองในสภาพกลายเป็นหิน บางรายถูกในสภาพที่พุพังมากแล้ว เขาจึงทำการเทปูนปลาสเตอร์ลงไปเพื่อรักษาสภาพศพซึ่งเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นราว 2,000-3,000 คน ปัจจุบันซากเมืองปอมเปอีถูกเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและถูกจดเป็นมรดกโลกแล้ว

 

การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส

   วันที่ 24 สิงหาคม ปี ค.ศ. 79 ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสได้เริ่มขึ้น ก่อนหน้านี้มีการเตือนโดยการเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางบริเวณโดยรอบมาแล้ว ซึ่งการระเบิดนี้ทำให้หุบเขาวิสุเวียสเกิดการยุบตัวลง ฝุ่นควันและหินพิมมิซถูกพ่นออกมากระจายเต็มท้องฟ้า เถ้าถ่านและหินภูเขาไฟตกลงมาโดยรอบและตกใส่เมืองปอมเปอี อันที่จริงไม่ได้มีเพียงปอมเปอีที่ได้รับผลกระทบ แต่มีเมืองอีกแห่งนี้ที่อยู่อีกด้านของเชิงเขาชื่อว่า เฮอคิวเลเนียม ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน

การระเบิดของวิสุเวียสยังคงระเบิดและพ่นควันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้คนพยายามหนีออกจากเมืองปอมเปอีโดยใช้ถนนก็อาจจะต้องมาพบจุดจบแถวชานเมืองเนื่องจากเถ้าถ่านที่ตกลงมามากรวมถึง หินพิมมิซ และลูกไฟจากภูเขาไฟ และส่วนผู้ที่หนีทางเรือจะปลอดภัยกว่าเนื่องจากกระแสลมพัดเรือไปยังเซอร์เรนนุม ซึ่งอยู่ในเขตพ้นจากอันตราย เย็นวันเดียวกันปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านสูงกว่า 2 เมตร ผู้ที่หลบอยู่ภายในบ้านก็จะถูกขังอยู่ข้างในและเสียชีวิตจากการพังถล่มของเถ้าถ่าน มีการค้นพบซากศพที่ถูกฝังอยู่ในอาคาร

เช้าของวันที่ 25 สิงหาคม การระเบิดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่อพยพหนีโดยเรือนั้นรู้สึกถึงความปั่นป่วนของน้ำทะเลจนกระทั่งเกิดระเบิดอย่างรุนแรงอีกครั้งก่อให้เกิดคลื่นยักษ์พัดเข้าถล่มชายฝั่งรอบเมือง การระเบิดกินเวลาจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม เวลาบ่ายโมงการระเบิดอย่างรุนแรงฉีกหุบเขาแตกออกเกิดเฆมธุลีและเถ้าภูเขาไฟกว่าแสนตันถล่มลงมาปกคลุมเมืองปอมเปอีและเฮอคิวเลเนียมคาดว่าผู้คนเสียชีวิตในทันทีและเหตุการณ์สิ้นสุดลงในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 79

 

การพักผ่อนหย่อนใจของชาวปอมเปอี

  ในยามที่ชาวปอมเปอีต้องการพักผ่อนหย่อนใจภายหลังจากการทำงานที่เหนื่อยล้า พวกเขาก็มีกิจกรรมต่างๆหลากหลายให้เลือก การไปโรงอาบน้ำก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก โรงอาบน้ำสตาเบียนเป็นโรงอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ภายในประกอบด้วยบริเวณออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ รวมถึงห้องอาบน้ำร้อนและน้ำเย็น ห้องอาบน้ำร้อนและเย็นก็เปรียบเสมือนกับสถานอบไอน้ำและนวดสมัยใหม่ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซึ่งภายในโรงอาบน้ำจะแยกห้องชาย-หญิง ผู้อาบน้ำจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อคุ้นเคยกับความร้อนในห้องอบไอน้ำ จากนั้นจึงย้ายเข้าไปให้ห้องอบไอน้ำร้อนซึ่งพื้นจะร้อนมาก ดังนั้นผู้อายน้ำจึงต้องสวมรองเท้าไม้ พวดกเขาจะปล่อยให้เหงื่อยไหลไปตามร่างกายเท่าที่จะทนความร้อนได้

หลังจากอบไอน้ำแล้วก็จะมาอาบน้ำร้อนตามด้วยน้ำเย็นและต่อมาก็นวดด้วยน้ำมันและในขั้นตอนสุดท้ายก็จะใช้ใบมีดโค้งขูดเอาสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป ในปอมเปอีมีโรงละคร 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงขนาดใหญ่สามารถจุผู้ชมได้มากถึง 5,000 คน ซึ่งมีผ้าใบกันแดดสำหรับให้ร่มเงา บางครั้งก็มีการปะพรมน้ำหอมให้แก่ผู้ชมด้วย แต่น่าเสียดายที่บทละครเหล่านั้นหลงเหลือมาในปัจจุบันน้อยมากอาจเป็นเพราะไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สนามกีฬาของเมืองปอมเปอีบรรจุผู้ชมได้ถึง 20,000 คน ชาวปอมเปอีและชาวเมืองใกล้เคียงจะมาชมการต่อสู้ของแกลดิเอเตอร์ ซึ่งนักสู้เหล่านี้มักจะเป็นทาสและอาชญากรซึ่งนักสู้ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากการต่อสู้ครั้งแรกซึ่งหากใครสู้ชนะเขาก็อาจได้รับอิสระภาพและทรัพย์สินเงินทอง

ชีวิตครอบครัวของชาวปอมเปอี

  ชาวเมืองปอมเปอีส่วนใหญ่มักมีฐานะที่ร่ำรวยจากการขนส่งเนื้อปลาและไวน์องุ่น อันเนื่องมาจากประชากรของชาวปอมเปอีที่เพิ่มมากขึ้นบ้านเรือนหลายแห่งมีการขยายเขตบ้านออกไปหรือต่อเติมเพิ่มชั้นในภายหลัง ซึ่งมีแต่ครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยเท่านั้นที่จะทำได้และพวกเขาได้แบ่งห้องออกเป็นหลายห้องเพื่อที่จะให้ผู้คนในหลายอาชีพเข้ามาเช่าอยู่ได้ บางครั้งทั้งครอบครัวจะอาศัยอยู่ด้วยกันในห้องเดียว ส่วนห้องอื่นๆที่เปิดออกไปสู่ถนนจะให้เช่าเป็นร้านค้าต่างๆ และบางครั้งอาจเปลี่ยนบ้านทั้งหลังมาเป็นร้านซักรีด ร้านอบขนมหรือโรงงานทำน้ำหอม ในเมืองปอมเปอีทั้งผู้มั่งคั่งและผู้ยากจน มีชีวิตครอบครัวและการทำธุรกิจดำเนินร่วมกันไปอย่างใกล้ชิด

ในครอบครัวของชาวปอมเปอีผู้เป็นพ่อจะเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างภายในบ้านภายใต้กฎหมายของโรมัน ผู้หญิงไม่มีอิสระและเสรีมากนัก บรรดาครอบครัวที่ร่ำรวยจะมีข้าทาสบริวารคอยดูแลรับผิดชอบการงานภายในครัวเรือน บุตรชายของครอบครัวนั้นจึงมีโอกาสได้รับการศึกษาบ้าง แต่บุตรหญิงจะได้รับการอบรมเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการดูแลบ้านเท่านั้น ส่วนครอบครัวที่ยากจนนั้นจะไม่มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้บรรดาลูกหลานจะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุยังน้อย ชีวิตโรมันจึงอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยเท่านั้น

อุตสหากรรมหลักของชาวเมืองปอมเปอีคือ การผลิตเหล้าองุ่นและผ้าขนสัตว์ การผลิตผ้าขนสัตว์นั้นชาวปอมเปอีจะทอผ้าโดยใช้วิธีเคลือบผ้าที่ทอเสร็จแล้วด้วยน้ำยาเคมี จากนั้นก็นำมาแปลงแล้วขึ้งให้ตึงผ้าขนสัตว์ผ่านกรรมวิธีนี้แล้วจะนำมาใช้ตัดเป็นเสื้อผ้าของใช้สอยในครัวเรือน ชาวปอมเปอีจำนวนมากดำรงชีพด้วยการผลิตสิ่งที่หรูหราฟุ่มเฟือย